เทคโนโลยีสำคัญใน Next-Generation Antivirus
Machine Learning (ML)
วิเคราะห์พฤติกรรมของไฟล์และโปรแกรมเพื่อตรวจจับมัลแวร์แม้ไม่มีอยู่ในฐานข้อมูล
Behavioral Analysis
จับตาดูพฤติกรรมของโปรแกรม หากมีพฤติกรรมต้องสงสัยจะทำการกักกันหรือบล็อกทันที
Artificial Intelligence (AI)
วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลจำนวนมากเพื่อแยกแยะภัยคุกคามที่ซับซ้อนได้อย่างแม่นยำ
Cloud-based Protection
วิเคราะห์ข้อมูลผ่านคลาวด์ ลดภาระการใช้ทรัพยากรในเครื่องและเพิ่มความเร็วในการตรวจจับภัยคุกคาม
Threat Intelligence Integration
รับข้อมูลภัยคุกคามจากแหล่งข้อมูลทั่วโลกเพื่อนำมาปรับใช้ในการป้องกันแบบเรียลไทม์


NGAV เหมาะกับใคร?
ธุรกิจที่เก็บข้อมูลสำคัญ เช่น ธุรกิจการเงินและธนาคาร (Finance & Banking), ธุรกิจด้านสุขภาพ (Healthcare) ปกป้องข้อมูลผู้ป่วย ธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค องค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ธุรกิจที่ต้องการความปลอดภัยสูง องค์กรที่เคยประสบกับภัยคุกคามไซเบอร์
ราคาและงบประมาณ
เนื่องจากเป็นระบบระดับ Enterprise ที่เน้นความปลอดภัยขั้นสูง ราคาจึงสูงกว่า Endpoint แบบเดิม โดยจำนวนสั่งซื้อเริ่มต้นอยู่ที่ 20-50 Users และจะปรับลดแบบขั้นบันไดเมื่อสั่งซื้อมากขึ้น เช่น 100 หรือ 1,000 Users ขึ้นไป ปัจจุบันผู้นำด้าน Next-Gen Antivirus ส่วนใหญ่เปลี่ยนไปใช้ระบบ Cloud-based เกือบทั้งหมด แม้บางรายยังมีแบบ On-Premise แต่แนวโน้มกำลังลดลง สำหรับปี 2025 ราคาต่อผู้ใช้ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 1,800 บาท และอาจสูงถึง 2,000 บาท หากสั่งซื้อน้อย


NGAV ที่อยู่กลุ่มผู้นำปี 2025
Gartner วัดความสามารถ enpoint ในสองมิติคือความสามารถในการจัดการ virus คุกคาม กับคะแนนด้านความล้ำ การมองการคาดการปัญหา มีกลุ่มผู้นำอยู่ 4 ชื่อดังนี้


อันดับ 1 Crowdstrike
ผู้นำสามปีซ้อน ดังมากกับเหตุการ SEP 2024


อันดับ 2 Microsoft Defender
ผู้นำคู่อันดับหนึ่งมาตลอด แต่ราคาดีเมื่อซื้อคู่กับ 365


อันดับ 3 Sentinal One
ตามสองคนบนมาตลอด ราคาดี UI เข้าใจง่าย


อันดับ 4 Palo Alto Network
ผู้นำและมีชื่อเสียงดีจาก วงการ Firewall